แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ..สภาวะโลกร้อน 2009.. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ..สภาวะโลกร้อน 2009.. แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน



ซี่งปรากฏการณ์ทั้งหลายเกิดจากภาวะโลกร้อนขึ้นที่มีมูลเหตุมาจากการปล่อย ก๊าซพิษต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่รู้จักกันโดยเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ 6 ชนิด ที่จะต้องลดการปล่อยได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2) ก๊าซมีเทน ( CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ( N2O) ก๊าซไฮโดรฟลูโรคาร์บอน ( HFCS) ก๊าซเปอร์ฟลูโรคาร์บอน ( CFCS) และก๊าซซัลเฟอร์เฮกซ่าฟลูโอโรด์ ( SF6 ) คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศโลกมาก ที่สุด ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการปล่อยก๊าซชนิดนี้ออกมาในบรรยากาศไม่น้อยหน้าประเทศ อื่น โดยมีที่มาจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง หรือ ก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า !! ??

ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ( co2) มาจากมนุษย์ประเทศไหนมากที่สุด จากตัวเลขที่ได้สำรวจล่าสุดนั้นเรียงตามลำดับประเทศที่ปล่อยควันพิษของโลกมี ปริมาณสะสมมาตั้งแต่ปี 1950 ดังนี้ :-

1. สหรัฐอเมริกา 186,100 ล้านตัน
2. สหภาพยุโรป 127,800 ล้านตัน
3. รัสเซีย 68,400 ล้านตัน
4. จีน 57,600 ล้านตัน
5. ญี่ปุ่น 31,200 ล้านตัน
6. ยูเครน 21,700 ล้านตัน
7. อินเดีย 15,500 ล้านตัน
8. แคนาดา 14,900 ล้านตัน
9. โปแลนด์ 14,400 ล้านตัน
10. คาซัคสถาน 10,100 ล้านตัน
11. แอฟริกาใต้ 8,500 ล้านตัน
12. เม็กซิโก 7,800 ล้านตัน
13. ออสเตรเลีย 7,600 ล้านตัน

รวมถึงการปล่อยสารซีเอฟซีที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่อง ทำความเย็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นตู้เย็น เครื่องปรับอากาศทั้งบ้านและรถยนต์
ในต่างประเทศเองส่วนใหญ่เลิกใช้สารซีเอฟซีกันหมดแล้ว แต่ประเทศไทยยังใช้อยู่ในปริมาณร้อยละ 1 ของสารซีเอฟซีที่ใช้ทั่ว โลก ทราบว่าปีหน้าไทยเองจะยกเลิกเช่นกัน สารซีเอฟซีนั้นประมาณร้อยละ 33 ของปริมาณทั้งหมด ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นเพื่อใช้ในตู้เย็น ตู้แช่เย็น และเครื่องปรับอากาศทั้งในอาคารและในรถยนต์ ร้อยละ 25 ใช้ทำความสะอาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และร้อยละ 42 ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ มองแค่ ตู้เย็นผลิตประมาณปีละ 1.3 ล้านเครื่อง ใช้สารซีเอฟซีประมาณ 260 ตันต่อปี
ยังมีอุตสาหกรรมที่ใช้สารไฮ-โดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน เอชซีเอฟ และไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนหรือ เอชเอฟซี สามารถ ทำลายบรรยากาศชั้นโอโซนได้เช่นกัน เอชซีเอฟ ทำลายโอโซนได้นาน 5 ปี ส่วนซีเอฟซี ทำลายโอโซนได้นานถึง 25 ปี ส่วนเอชเอฟซี ไม่ทำลายชั้นของโอโซนเพียงแต่ปิดกั้นพลังงานความร้อนเท่านั้น ประการต่อมาสารคาร์บอนไดออกไซด์ มีการพบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณครึ่งหนึ่ง เกิดจากการตัดไม้ ทำลายป่าบนพื้นที่ประมาณ 6 แสนไร่ ตรง นี้น่าจะรับฟังได้ เพราะป่าไม้ของไทยถูกทำลายปีละ 1 ล้านไร่ จนจะหมดอยู่แล้ว ผลที่เกิดก็คือเนื่อง จากต้นไม้จะดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ตอนมีการสังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน และปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในเวลากลางคืน แต่ที่แนวโน้มน่ากลัวกว่าเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมและท่อไอเสียจากรถยนต์ เพราะการพัฒนาประเทศนั้นมีแต่เพิ่มมากขึ้น ในการขับขี่ยานพาหนะ ขณะนี้ประเมินว่ามี 1.88 ล้านคันทั่วประเทศ จะมีก๊าซออกมา 10 กิโลกรัม ต่อเชื้อเพลิง 4 ลิตร หากมีการขับขี่ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง 4 ลิตรต่อคัน ก็จะปล่อยคาร์บอนไดออก ไซด์ออกมา 18,800 ตัน สำหรับในการผลิต กระแสไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ เป็นเวลา 10 ชั่วโมง ต้องใช้ถ่านหินหนัก ครึ่งกิโลกรัม ซึ่งจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือ 1.4 กิโลกรัม อีกทั้งการเผาไหม้ถ่านหิน และเชื้อเพลิงยังปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศและ เป็นหมอกควันที่ป้องกันแสงอาทิตย์ทั้งยังปิดบังเรือนกระจก ซึ่งจะทำให้บรรยากาศเกิดการเย็นลงได้

ไนตรัสออกไซด์
ไนตรัสออกไซด์จะดูดความร้อน ไว้ได้นับร้อยๆ ปี เพราะโมเลกุลของก๊าซนี้สามารถดูดความร้อนไว้ได้นาน กว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 100 เท่า แต่ไนตรัสออกไซด์ ทำลายโมเลกุลของโอโซนได้น้อยกว่าซีเอฟซีร้อยละ 25 ซึ่งไนตรสออกไซค์พบได้มากที่ปุ๋ยเคมี และถ่านหิน

ก๊าซมีเทน
สาเหตุหลักมาจาก การตัดไม้และการเผาป่า นอกจากนี้การทำนาข้าว การเลี้ยงวัวควาย การถมขยะ การทำเหมืองแร่ และการผลิตถ่านหิน อย่างการปลูกข้าว เกิดก๊าซมีเทน เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในดินเป็นตัวปล่อยมีเทน การเลี้ยงวัวควายก่อให้เกิดมี-เทน เนื่องจากแบคทีเรียใน กระเพาะอาหารของสัตว์กินหญ้าประเภทวัว ควาย แพะ แกะ อูฐ จะย่อยอาหารและปล่อยมีเทนออกมาด้วย

มีการศึกษาพบในแต่ละวันวัว 1 ตัว เรอมีเทนออกมาถึง 0.5 ปอนด์ ใน ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาไทยมีวัว ควายประมาณ 11 ล้านตัว แต่ละตัว จะเรอนาทีละหลายครั้ง หากวัวควายเรอเพียงนาทีละครั้ง จะมีปริมาณ
ก๊าซมีเทนออกมา 5.5 ล้านปอนด์ มีเทนที่เก็บพลังงานความร้อนเอาไว้ ขณะนี้จะเก็บความร้อนไว้ได้นานกว่า 10 ปี และเก็บความร้อน ไว้นานกว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนสามารถ เก็บพลังงานความร้อนเอา ไว้ขณะนี้ไปจนถึงระยะเวลานาน 10 ปี และเก็บความร้อนไว้นานกว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า ตัวทำลายโอโซนดังกล่าวนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมาก นอกจากอากาศบนโลกจะร้อนขึ้นและสุขภาพอนามัย โรคภัยไข้เจ็บ จะตามมาอีกมาก การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองเพื่อมีชีวิตรอด ก็ต้องแสวงหากันอีก นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพืชและสัตว์ก็มากด้วย ระบบชีวิตของมันต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลยก็เป็นได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะ ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาจากขั้วโลกกำลังละลายลงมา สู่ทวีปยุโรป และดินแดนที่มนุษย์ อาศัยอยู่ วิเคราะห์กันว่าบริเวณของโลกที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ อาจจะ สูญหายไปจากแผนที่โลกเพราะน้ำท่วมหมดสิ้น
หากว่ากันแล้วมนุษย์นี่เองที่เป็นตัวทำลายโอโซน แต่จะบอกว่าใคร ปล่อยมากปล่อยน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองว่า จุดไหนที่ปล่อยสารพิษทำลายโอโซนต้องช่วยกันทำให้ลดลง เพื่อจะได้อยู่ในโลกนี้ได้ยาวนาน

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

..สุดยอดภาพปัญหาโลกร้อน..

..มาเปรียบเทียบภาพกัน(ว่าโลกร้อนไปถึงไหนแล้ว)..

พูดถึงภาวะโลกร้อน ตอนนี้ทุกประเทศหันมาช่วยกันรณรงค์ให้รักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานกันยกใหญ่ สำหรับประเทศไทยแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเหมือนกับประเทศอื่นๆมากนัก แต่ก็อย่างพึ่งสบายใจไป เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝนตกทั้งปี ลมพายุที่พัดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในกรุงเทพฯพัง น้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นในแถบบางขุนเทียน กระทั่งทำให้ชาวบ้านต้องย้ายที่อยู่กันแทบไม่ทัน แผ่นดินไหวที่เริ่มมีมากขึ้น สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ที่พวกเราคนไทยได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะต้องมาช่วยกันลดภาวะโลกร้อน แม้ว่าการเริ่มต้นวันนี้จะดูสายเกินไป แต่ก็คงจะดีกว่าที่เราไม่คิดจะทำอะไรเลย และยังคงดำเนินกิจกรรมในชีวิตเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา ใช้ไฟ ใช้รถ ใช้น้ำมัน ใช้น้ำเท่าเดิม แถมยังเพิ่มปริมาณขยะจากถุงพลาสติก โฟม และอื่นๆ มากขึ้นด้วย

เห็นบางคนไม่ค่อยสนใจกับสภาวะโลกร้อนเท่าไร บางคนชอบคิดอะไร "ง่ายๆ" เช่น "โอ้ย...น้ำแข็งขั้วโลกละลาย อยู่ตั้งไกลกว่าจะมาถึง รอให้มันละลายมากกว่านี้เถอะ " < แน่ใจเหรอว่าอยากให้มันละลายมากกว่านี้ เพราะไม่รู้สินะว่าที่ผ่านมามันละลายไปมากเท่าไร

..วิธีป้องกันสภาวะโลกร้อน..

ขอเสนอ 10 วิธีเพื่อลดภาวะโลกร้อน

1. ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ เครื่องปรับอากาศ พัดล
ลม หากเป็นไปได้ ใช้วิธี เปิดหน้าต่าง ซึ่งบางช่วงที่อากาศดีๆ สามารถทำได้ เช่นหลัง
ฝนตก หรือช่วงอากาศเย็น เป็นการลดค่าไฟ และ ลดความร้อน เนื่องจากหลักการ
ทำความเย็นนั้นคือ การถ่ายเทความร้อนออก ดังนั้นเวลาเราใช้แอร์ จะเกิดปริมาณความ
ร้อนบริเวณหลังเครื่องระบายความร้อน

2. เลือกใช้ระบบขนส่งมวลชน ในกรณีที่สามารถทำได้ ได้แก่ รถไฟฟ้า รถตู้ รถเมลล์
เนื่องจากพาหนะ แต่ละคัน จะเกิดการเผาผลาญเชื้อเพลิง ซึ่งจะเกิดความร้อน และ ก็ซ
คาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นเมื่อลดปริมาณจำนวนรถ ก็จะลดจำนวนการเผาไหม้บนท้อง
ถนน ในแต่ละวันลงได้

3. เวลาเดินเข้าห้างสรรพสินค้า หากมีใครเปิดประตูทิ้งไว้ ให้ช่วยปิดด้วยเนื่องจาก
ห้างสรรพสินค้าแต่ละห้างนั้น มีพื้นที่มาก กว่าจะทำให้เกิดความเย็นได้ ก็จะก่อให้เกิด
เกิดความร้อนปริมาณมาก ดังนั้นเมื่อมีคนเปิดประตูทิ้งไว้ แอร์ก็จะยิ่งทำงานมากขึ้น
เพื่อให้ได้ความเย็นตามที่ระบุไว้ในเครื่อง ซึ่งประตูที่เปิดอยู่จะนำความร้อนมาสู่ตัวห้าง
เครื่องก็จะทำงานวนอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความร้อนอีกปริมาณมากต่อสภาพ
ภายนอก

4. พยายามรับประทานอาหารให้หมด เศษอาหารที่เหลือทิ้งไว้จะก่อให้เกิดก๊าซมีเทน
ซึ่งก่อให้เกิดปริมาณความร้อนต่อโลก เมื่อหลายคนรวมๆกันก็เป็นปริมาณความร้อนที่มาก

5. ช่วยกันปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้จะคายความชุ่มชื้นให้กับโลก และ ช่วยดูดก๊าซคาร์
บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุภาวะเรีอนกระจก

6. การชวนกันออกไปเที่ยวธรรมชาติภายนอก ก็ช่วยลดการใช้ปริมาณไฟฟ้าได้

7. เวลาซื้อของพยายามไม่รับภาชนะที่เป็นโฟม หรือกรณีที่เป็นพลาสติก เช่นขวดน้ำ
พยายามนำกลับมาใช้อีก เนื่องจากพลาสติกเหล่านี้ทำการย่อยสลายยาก ต้องใช้ปริมาณ
ความร้อน เหมือนกับตอนที่ผลิตมันมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความร้อนกับโลกของเรา
เราสามารถนำกลับมาใช้เป็นภาชนะใส่น้ำแทนกระติกน้ำได้ หรือใช้ปลูกต้นไม้ก็ได้

8. ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวเอื้อง เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ อุจจาระจะปล่อยก๊าซมีเทนอ
ออกมา ดังนี้นอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ประเภทนี้ เมื่อมีจำนวนมากก็จะก่อให้เกิดความร้อน
กับโลกเรามาก

9. ใช้กระดาษด้วยความประหยัด กระดาษแต่ละแผ่น ทำมาจากการตัดต้นไม้ ซึ่งเป็น
เสมือนปราการสำคัญของโลกเรา ดังน้นการใช้กระดาษแต่ละแผ่นควรใช้ให้ประหยัด
ทั้งด้านหน้าหลัง ใช้เสร็จควรนำมาเป็นวัสดุรอง หรือ นำมาเช็ดกระจกก็ได้ นอกจากนี้
การนำกระดาษไปเผาก็จะเกิดความร้อนต่อโลกเราเช่นกัน

10. ไม่สนับสนุนกิจการใดๆ ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรของโลกเรา และควรสนับสนุนกิจการ
ที่มีการคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม


สรุปว่า - กิจกรรมจากเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ นั้น จะส่งผลให้เกิดความร้อนต่อโลกเรา

- เครื่องปรับอากาศ เช่นเดียวกัน สร้างให้เกิดความร้อนต่อโลก เนื่อง เป็นการระบายความร้อนจากบริเวณที่เราต้องการให้เย็นสู่-ภายนอก ก็คือ สิ่งแวดล้อมนั่นเองยิ่งปริมาณพื้นที่มาก ปริมาณความร้อนที่เกิดจากการปรับอากาศยิ่งสูง

- ปริมาณ พลาสติก ที่ผลิตกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตาม
ธรรมชาติ ต้องใช้ความร้อนเผาไหม้ในการทำลาย ซึ่งนอกจากใช้ความร้อนจำนวนมากแล้ว ยังเกิดสารเคมีลอยขึ้นไปปกคลุมโลกของเรา กลายเป็นลักษณะของกระจก

- ยานพาหนะ ที่ใช้น้ำมันในปัจจุบัน นอกจากความร้อนระหว่างการเผาไหม้
แล้วยังเกิด ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะเรือนกระจก ดังนั้น การใช้
การเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชน ไปกันหลายๆคน ต่อครั้ง ก็จะลดปริมาณการเผา
ไหม้

- และ กิจกรรมอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาที่ทำให้เกิดความร้อน และ สารเคมี ย่อมส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

..โลกร้อน..

สภาวะโลกร้อนเรายังไม่สามารถแน่ใจได้ว่าสภาวะโลกร้อนมีสาเหตุมาจากกระบวนการทางธรรมชาติหรือมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ภูมิอากาศของโลกมีการเพิ่มขึ้นของความร้อน 1 F (0.5 C) ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาซึ่งก็ตรงกีบการคำนวณจาก แบบจำลองภูมิอากาศของโลก (GCMs) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซ CO2 ในบรรยากาศ ดังนั้นจึงสามารถยืนยันได้มากยิ่งขึ้นว่าการกระทำของมนุษย์ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของสภาวะโลกร้อนในครั้งนี้ถึงแม้ว่า GCMs จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้เราสามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้ แต่ตัวมันเองก็ยังมีขีดจำกัดอยู่ดี การเปลี่ยนแปลงระยะยาวในมหาสมุทรและผลกระทบของพวกมันต่อรูปแบบของอากาศบนโลกยากต่อการทำนาย พวกเราไม่แน่ใจว่าเป็นผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์เพียงอย่างเดียวหรือไม่ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ยิ่งไปกว่านั้นแล้วยังมีคำถามออกมาว่ากระแสสภาวะโลกร้อนอาจจะเป็นผลเนื่องมาจากการผันแปรของตามธรรมชาติของภูมิอากาศเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนในความรู้ในปัจจุบันสิ่งที่ท้าทายที่สุด ในการสร้างสรรค์ GCMs คือการประเมินค่าของผลกระทบของเมฆได้อย่างแม่นยำ เมฆสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ซึ่งผลก็คือทำให้โลกเย็นลง แต่พวกมันก็ดูดซับความร้อนด้วยเช่นกัน นี่ก็เป็นผลกระทบที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน พวกเราเชื่อว่าเมฆสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์กลับไปมากกว่าที่มันดูดซับเอาไว้ จึงทำให้สมดุล ซึ่งผลก็คือโลกก็ยังเย็นลงอยู่ดีการคำนวณของเราถูกทำให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นโดยการแผ่รังสีของ SO2 จากสถานีผลิตพลังงานกระแสไฟฟ้า อนุภาค Sulfate ในอากาศเพิ่มโอกาสในการเกิดเมฆ และการเพิ่มขึ้นของก้อนเมฆส่งผลให้จะช่วยลดพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะส่งลงมาที่โลกอีกด้วย สิ่งที่กล่าวในที่นี้เกี่ยวกับการคำนวณ และทำนายการร้อนขึ้นของซีกโลกเหนือผิดพลาดน้อยลงอย่างไรก็ตาม ในปี 1994 บรรดานักวิทยาศาสตร์ก็ได้ตระหนักว่าเมฆอาจจะดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น 4 เท่า ของที่เคยดูดซับไว้ได้ นี่คือตัวที่ทำให้ผลกระทบของการร้อนมีมากขึ้น แต่สภาวะโลกร้อนไม่ได้ถูกรวมเข้าไปในการพยากรณ์ในปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่ามีงานวิจัยอีกมากที่จำเป็นต้องทำเกี่ยวกับการศึกษาคุณสมบัติของเมฆในอนาคต GCMs สามารถจัดการกับมันได้อย่างเพียงพอความผันแปรของธรรมชาติ10,000 ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ภูมิอากาศเอาแน่เอานอนไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ยังอยู่ในยุคน้ำแข็ง และผลที่ตามมาของมันหรือไม่ หรือว่ามันคือพฤติกรรมปกติของภูมิอากาศ และเสถียรภาพของ 10,000 ปีที่ผ่านมาถูกทำให้ผิดไปจากปกติหรือไม่อุณหภูมิของอากาศ คือ ปัจจัยเพียงอย่างเดียวในความซับซ้อนอีรุงตุงนังของภูมิอากาศ การแผ่ขยายออกอย่างรวดเร็วของทะเลทรายบนโลกในปี 1970s และความแห้งแล้งเป็นเวลานานใน Sahel มีจุดเริ่มต้นมาจากส่วนหนึ่งของสภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ก็ถูกเชื่อมโยงเข้ากับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝนตก ซึ่งมันคือผลกระทบของ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ในปัจจุบัน ความแห้งแล้งและการขยายออกของทะเลทราย อาจทำให้อุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลในเขตร้อนเพิ่มขึ้นมากกว่าการร้อนขึ้นของบรรยากาศ ความร้อนที่เพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความผันแปรตามธรรมชาติหรือไม่ก็รูปแบบของอากาศ พฤติกรรมของพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวควบคุมการตอบสนองของสภาวะร้อน เพราะการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลกเกิดควบคู่กับ 11 ปีของวงจรของจุดดับบนดวงอาทิตย์ การเปลี่ยนแปลงในพลังงานดวงอาทิตย์มันไกลและดูเล็กน้อยมากที่จะใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิการป้องกันสภาวะโลกร้อนความสงสัยเกี่ยวกับขนาดของสภาวะโลกร้อนในอนาคตไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลย อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลก็ควรที่จะพัฒนานโยบายและตั้งเป้าหมายในการถ่วงดุลการสร้าง ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) การแก้ปัญหานี้ถูกสะท้อนกลับมาในการตัดสินใจของการประชุมที่ เมือง Rio ในปี 1992 ถึงการทำให้การแผ่ขยายของก๊าซเรือนกระจกคงที่ ในปี 1999 – 2000 การประชุมเกี่ยวกับภูมิอากาศโลกในปี 1995 ที่กรุง Berlin เห็นด้วยกับการไปสู่เป้าหมายของการลดการขยายของก๊าซเหล่านี้ เป้าหมายของถ้อยแถลงนี้นำไปสู่การใช้งานทั้งสิ่งที่พัฒนาไปแล้วและสิ่งที่กำลังจะทำการพัฒนาต่อไป การกระทำที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน, โรงผลิตกระแสไฟฟ้าและยานพาหนะที่ก่อให้เกิดมลพิษต่ำ, การพัฒนากระบวนการอุตสาหกรรม และการขนส่งสาธารณะ, การนำแหล่งพลังงานกลับมาใช้ใหม่ให้ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้คือการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมเราจึงต้องการนโยบายที่ใช้แก้ปัญหาทั้งส่วนของรัฐบาลและเอกชน

จับเข่าคุย นำท่วมโลก