วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

วิธีการเพิ่มบทความใหม่ใน blogger

วิธีการเพิ่มบทความใหม่ใน blogger

1.จะปรากฏหน้าจอดังรูปข้างต้น ซึ่งหากท่านเคยใช้ โปรแกรม word มาก่อน ก็สามารถนำทักษะนั้นมาเพื่อสร้างข้อมูลต่างๆ ได้ทั้งลูกเล่น, ขนาด, และสีสันของตัวอักษร


2.สำหรับท่านที่ต้องการใส่ภาพประกอบนั้น ให้คลิกที่ปุ่มรูปภาพขนาดเล็ก (ตามศรชี้)


3.จะปรากฏ Pop-up box ขึ้นมา ให้ท่านคลิกที่ Browse เพื่อเรียกไฟล์ภาพที่เก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่ต้องการ (ขนาดของภาพไม่ควรใหญ่เกิน 100K ) ท่านสามารถกำหนดตำแหน่งการวางภาพได้ ทั้ง ซ้าย, กึ่งกลาง, ขวา และขนาดรูปภาพที่ต้องการแสดงได้ว่า ต้องการ (ขนาดเล็ก, ปานกลาง หรือใหญ่) โดยใช้เม้าส์คลิกที่หน้าปุ่มที่ต้องการ


5.ภาพที่ต้องการก็จะปรากฏขึ้นมาให้เลือก


6.ในขั้นตอนนี้ให้ท่านจะเห็นชื่อไฟล์ภาพที่ต้องการมาเก็บไว้ใน Browse เรียบร้อยแล้วให้ท่าน ติ๊กที่ กล่องเล็กๆ หน้าข้อความว่า “ข้าพเจ้ายอมรับข้อกำหนดในการให้บริการ” จากนั้น จึงคลิกที่ ปุ่ม อัพโหลดรูปภาพ


7.ระบบจะทำการอัพโหลดรูปภาพ


8.เมื่อเรียบร้อยแล้วให้ท่านคลิกที่ปุ่ม เสร็จเรียบร้อย เป็นอันเสร็จขั้นตอนในการเพิ่มรูปภาพเข้าไปในเว็บไซต์ของท่าน


9.เมื่อตรวจสอบตำแหน่งภาพ และข้อความต่างๆ ถูกต้องแล้ว ให้ท่าน เลือกที่จะ คลิก “เผยแพร่บทความ” จะปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ และคนที่เข้ามาเว็บไซต์ของท่านจะพบเห็นข้อมูลเหล่านี้ หรือเลือกที่จะ “บันทึกทันที” ในความหมายนี้ ข้อมูลทั้งหมดจะยังไม่ปรากฏให้บุคคลภายนอกเห็น จนกว่าท่านจะกลับมาคลิกที่ “เผยแพร่บทความ”


10.เมื่อท่านคลิก “เผยแพร่บทความ” แล้ว ในหน้าเว็บจะปรากฏจอข้างต้น หากท่านต้องการดูบล็อก ให้คลิกตรงคำว่า “ดูบล็อก” แต่หากต้องการแก้ไขข้อมูล ให้เลือกคลิก “แก้ไขบทความ” หรือต้องการจะเพิ่มข้อมูลอื่นในเว็บไซต์ ก็ให้คลิกคำว่า “สร้างบทความใหม่”


11.หน้าเว็บไซต์ที่จัดทำจะปรากฏขึ้น นอกจากนั้น เว็บนี้ยังสามารถปรับแต่งรูปแบบต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม เช่น เพิ่มลิงค์, เพิ่มวิดีโอ หรือสไลด์รูปแบบต่างๆ ได้อย่างมากมาย ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและลองทดสอบด้วยตนเอง

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

การสร้างเว็บไซต์ ด้วย www.Blogger.com

วิธีการสร้างเว็บไซต์ ด้วย www.Blogger.com

1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.blogger.com แล้วกรอกชื่ออีเมล และรหัสผ่านเดียวกับตอนที่สร้างบัญชีอีเมล ของ Gmail.com จากนั้น คลิก “เข้าสู่ระบบ”


2. พิมพ์ชื่อที่ต้องการแสดงบนหัวเว็บไซต์
3. นำเม้าท์ไป “ติ๊ก” ตรงช่อง ข้าพเจ้ายอมรับข้อตกลงการใช้บริการ แล้วคลิก ปุ่ม “ทำต่อ” ขวามือ


4. ระบบพร้อมที่จะให้ท่านสร้างบล็อกแล้ว


5. กรอกชื่อเว็บบล็อกที่ต้องการ (ควรสื่อถึงความหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนด)
6. กรอกที่อยู่ของบล็อก (เป็นโดเมนเสมือน ที่จะมีคำว่า .blogspot.com ต่อท้าย ดังนั้นจึงไม่ควรยาวเกินไป และควรคลิก “ตรวจสอบความพร้อมการใช้งาน” ว่าชื่อโดเมนเนมนั้นมีผู้จดไปหรือยัง) ชื่อเรียกของบล็อกนี้จะเป็นโดเมนเนมในการพิมพ์เพื่อเรียกเว็บไซต์ให้ปรากฏ ดังนั้นจึงควรเป็นชื่อที่จำง่าย และสะกดผิดยาก เมื่อได้ชื่อที่ต้องการแล้วให้คลิกคำว่า “ทำต่อ”


7. เลือกแม่แบบ (Template) ซึ่งมีรูปแบบให้เลือกมากมาย โดยสามารถเลื่อนสกอร์บาร์ดู
8. เมื่อเลือกได้แบบที่ต้องการ ก็นำเม้าส์ไปติ๊กหน้าวงกลม แล้ว คลิกช่องลูกศร “ทำต่อ” ด้านขวามือล่าง


9. ในขั้นตอนนี้ เว็บของท่านก็จะมี (เวอร์ช่วล) โดเมนเน และรูปแบบ (ดีไซน์) จากแม่แบบที่ท่านเลือกแล้ว ยังคงขาดเพียงแต่ข้อมูลที่ท่านจะให้ปรากฏบนเว็บไซต์ ดังนั้น ให้กดคลิกที่รูปลูกศร “เริ่มต้นการส่งบทความ”

สถานที่ท่องเที่ยว พระธาตุพนม

ข้อมูลต่างๆ
พระธาตุพนม ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุพนมวรวิหาร ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตำบล และอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม สถานที่ประดิษฐานองค์พระธาตุ อยู่บนภูกำพร้า หรือดอยกำพร้า ภาษาบาลีว่า กปณบรรพตหรือ กปณคีรี ริมฝั่งแม่น้ำขลนที อันเป็นเขตแขวงนครศรีโคตบูรโบราณ

พระธตุพนมวรมหาวิหาร

http://th.upload.sanook.com/A0/de10197a3194e1bc0fbcfe586d49582d

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552


ผลพวงโลกร้อน แบบฝนเปลี่ยน กระทบน้ำ 28 เขื่อน เผชิญท่วม-แล้ง

ผลพวงอากาศเปลี่ยนแปลงส่งผลรูปแบบการตกของฝนเปลี่ยนแปลง พายุพัดตรงเข้าพื้นที่ภาคใต้ ระบบบริหารน้ำปั่นป่วนท่วม-แล้งในฤดูเดียว กระทบปริมาณกักเก็บน้ำ28เขื่อนใหญ่แนะสร้างเขื่อนพวงรอบเขื่อนขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงการจัดการน้ำ

ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระ ทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า จากที่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2551 ปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยจะมีมาก เนื่องจากอิทธิพลจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในระยะที่ผ่านมานั้น ค่อนข้างชัดเจน ว่าการคาดการณ์ค่อนข้างตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้

โดยสสนก.ได้ใช้ข้อมูลจากความแตกต่างของอุณหภูมิในมหาสมุทรและกระแสลม ทำให้พบสัญญาณผิดปกติมาตั้งช่วงเดือนธ.ค. 2550 เป็นต้นมาพบระดับน้ำทะเล มีอัตราที่สูงผิดกว่าเกณฑ์ปกติประมาณ 10 เซนติเมตร ทั้งทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก และฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย

"จากเดิมระดับน้ำทะเลทนสองฝั่งมหาสมุทร ควรจะเป็นในลักษณะที่ต้องวิ่งตามกัน แต่ตอนนี้ทิศทางของระดับน้ำทะเล กลับวิ่งสวนกันไป ปกติมันต้องวิ่งตามกัน กล่าวคือ ฝั่งอันดามันเคลื่อนจากใต้ไปเหนือ และแปซิฟิกจากเหนือลงมาใต้ ต้องเคลื่อนลงมาเส้นศูนย์สูตร จุดนี้ถ้าจะบอกว่าเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน่าจะถูกต้องที่สุด" ดร.รอยล กล่าว

แนวพายุผ่านตรงชุมพร-ประจวบ
นอกจากนี้ยังพบข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมาความสูงระดับน้ำทะเล ที่ผิดปกติอยู่แถวบริเวณไต้หวัน และก่อให้เกิดพายุในแถบประเทศไต้หวันและประเทศจีนในช่วง สัปดาห์ก่อน และยังเลื่อนลงใต้มาทางเวียดนามอีกด้วย มันสอดคล้องกับแผนที่อากาศ ร่องความกดดอากาศต่ำ เพราะลักษณะที่แนวพายุพาดผ่าน จะเลื่อนลงใต้ทางฝั่งแปซิฟิกได้ ทางฝั่งอันดามันก็เลื่อนลงมาทางด้านใต้ด้วย เป็นลักษณะตั้งฉากเฉียงกัน แต่ปรากฎว่าไม่ใช่แล้ว ขณะนี้ฝั่งอันดามันกลับไม่เลื่อนลงใต้ และเลื่อนขึ้นเหนือ แต่แนวพายุพาดเป็นแนวเส้นตรง ทำให้แถวชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ของไทยมีฝนหนักในช่วงนี้

"แม้แต่กรมอุตุนิยมก็บอกว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิด และเริ่มส่อเค้าว่าถึงแม้ฝนจะไม่มีมาก แต่พฤติกรรมที่ไม่เคยเกิดก็เกิด สะท้อนสิ่งที่ผมเคยพูดว่า สถิติใช้ไม่ได้แล้ว ที่ผ่านมาเราเคยใช้ปรากฎการณ์น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก มาคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน เช่น ถ้าปรากฎการณ์เอลนิโญ่จะมีน้ำน้อย แต่ถ้าเป็นปรากฎการณ์ลานิญ่าจะมีน้ำมากกว่าปกติเท่านั้น คงไม่พอเพียงพอ" ดร.รอยล กล่าว

28 เขื่อนใหญ่ รับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง
ดร.รอยล กล่าวอีกว่า ถ้าดูจากสถิติฝนในปีนี้จากเดิมที่คาดการณ์ว่าฝนจะทิ้งช่วงในปลายเดือนมิ.ย. และก.ค. และทำให้บางจังหวัดต้องประสบปัญหาน้ำขาดแคลนนั้น เป็นการคาดการณ์ที่ผิด เพราะฝนไม่ได้ทิ้งช่วงเลย และตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย มีฝนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศสูงกว่าปกติ 37.3 มม . หรือประมาณ 15 % โดยเฉพาะในกทม. มีฝนตกมากกว่าปกติเกือบ 2 เท่า ซึ่งถ้าไม่มีการเตรียมรับมือกันมา เชื่อว่าฝนมากระดับนี้คงมีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศแล้ว "เขื่อนขนาดใหญ่น่าห่วงและต้องระวังจากอิทธิพลจากฝนในฝั่งอันดามันที่จะมีมากในระยะ 2 เดือนข้างหน้าก็คือเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เขื่อนนี้ปัจจุบันความจุอ่าง 14,000 ล้านลบ.ม. เก็บได้ 18,000 ล้านลบ.ม. มีน้ำอยู่ประมาณ 80% ทั้งที่ปล่อยออกไปแล้ว ซึ่งหากฝนตกจำนวนมากจะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม" ดร.รอยล กล่าวทั้งนี้จากเขื่อนขนาดใหญ่ตามความเสี่ยงน้ำท่วม น้ำแล้ง โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ย 4 ปี (ปี 2545 - 2548) พบว่าอีก 28เขื่อนน่าเป็นห่วงเช่นกัน


เขื่อนพวงแก้ความเสี่ยงบริหารน้ำ
นักวิชาการ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่อยากเสนอคือ จะทำอย่างไรให้โครงสร้างบริหารจัดการน้ำสามารถรองรับความเสี่ยง ที่เกิดขึ้นจากภาวะความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงรับสั่งแนวทางไว้ชัดเจนว่า เขื่อนพวง - อ่างพวง คือคำตอบของการบริหารความเสี่ยงประเทศไทย เพราะพระองค์ทรงมองเห็นว่าระบบการจัดการน้ำ สามารถทำได้ โดยใช้ศักยภาพของเขื่อนที่มีอยู่นำมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ได้อย่างไร ดร.รอยล กล่าวว่า โจทย์คือเราจะบริหารความเสี่ยงได้อย่างไร ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศขึ้น ตัวเลขนี้ฟ้องว่าธรรมชาติเปลี่ยน โดยเสนอเปลี่ยนโมเดลการบริหารความเสี่ยงน้ำใหม่โดยการใช้เขื่อนพวงเหมือนกับการบริหารโลจิติกส์ คือสร้งอ่างขนาดเล็กเพื่อเก็บน้ำ เชื่อมต่อกับเขื่อนขนาดใหญ่ ตามสภาพปัญหาของแต่ละเขื่อน เนื่องจากหลังจากนี้ปริมาณฝนที่เปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศ จะส่งผลให้เขื่อนบางเขื่อนมีน้ำมากและบางเขื่อนอาจจะมีน้ำน้อยจนเสี่ยงน้ำแล้ง "ผมยกตัวอย่างเช่นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ฝนตกเยอะแค่เดือนส.ค. - ก.ย.และไหลพรวดลงมา 2 เท่าของความจุอ่าง เพราะไม่มีอะไรไปเก็บ แต่ถ้าจะบริหารความเสี่ยงได้ ขณะที่ความจุของปริมาณอ่าง 722 ล้านและน้ำต้องไหลทิ้ง 1,000 กว่าล้าน แต่ถ้าปีไหนน้ำมากระดับ 3 พันล้านต้องระบายออก 2 เท่าๆกับน้ำท่วมสุพรรณบุรี นครปฐม ดังนั้น วิธีการเก็บน้ำจะต้องหา โกดังเก็บน้ำ หรือหาอ่างพวงมาเก็บน้ำ มันต้องมีระบบ ก็คือจัดหาอ่างและแก้มลิง ที่เปรียบกับโกดังสินค้า แบบจัดกลุ่มแชร์น้ำมากขึ้นเพื่อเฉลี่ยการเก็บน้ำออกไป" ดร.รอยล กล่าวว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ใช้ระบบเขื่อนพวงตั้งแต่ปี 2549 โดยเขื่อนมีความจุเพียง 1 ใน 3 ของน้ำท่ามีน้ำที่ต้องระบายออกในฤดูฝนมากกว่า 950 ล.ลบ.ม. มากกว่าความจุของเขื่อน ดังนั้นเขื่อนจำเป็นต้องมีระบบเสริมทั้งบริเวณลุ่มเพื่อรับน้ำ และมีพื้นที่ระบายน้ำในช่วงน้ำหลากเดือนก.ย. - ต.ค. จึงใช้ระบบเขื่อนพวงจาก จ.อ่างทางตอนเหนือประมาณ 30 อ่าง เก็บกักน้ำได้ทั้งแล้งและท่วม มากกว่า 300 ล้านลบ.ม.เพื่อช่วยลดความเสี่ยงบริหารจัดการน้ำ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน



ซี่งปรากฏการณ์ทั้งหลายเกิดจากภาวะโลกร้อนขึ้นที่มีมูลเหตุมาจากการปล่อย ก๊าซพิษต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่รู้จักกันโดยเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ 6 ชนิด ที่จะต้องลดการปล่อยได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2) ก๊าซมีเทน ( CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ( N2O) ก๊าซไฮโดรฟลูโรคาร์บอน ( HFCS) ก๊าซเปอร์ฟลูโรคาร์บอน ( CFCS) และก๊าซซัลเฟอร์เฮกซ่าฟลูโอโรด์ ( SF6 ) คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศโลกมาก ที่สุด ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการปล่อยก๊าซชนิดนี้ออกมาในบรรยากาศไม่น้อยหน้าประเทศ อื่น โดยมีที่มาจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง หรือ ก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า !! ??

ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ( co2) มาจากมนุษย์ประเทศไหนมากที่สุด จากตัวเลขที่ได้สำรวจล่าสุดนั้นเรียงตามลำดับประเทศที่ปล่อยควันพิษของโลกมี ปริมาณสะสมมาตั้งแต่ปี 1950 ดังนี้ :-

1. สหรัฐอเมริกา 186,100 ล้านตัน
2. สหภาพยุโรป 127,800 ล้านตัน
3. รัสเซีย 68,400 ล้านตัน
4. จีน 57,600 ล้านตัน
5. ญี่ปุ่น 31,200 ล้านตัน
6. ยูเครน 21,700 ล้านตัน
7. อินเดีย 15,500 ล้านตัน
8. แคนาดา 14,900 ล้านตัน
9. โปแลนด์ 14,400 ล้านตัน
10. คาซัคสถาน 10,100 ล้านตัน
11. แอฟริกาใต้ 8,500 ล้านตัน
12. เม็กซิโก 7,800 ล้านตัน
13. ออสเตรเลีย 7,600 ล้านตัน

รวมถึงการปล่อยสารซีเอฟซีที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่อง ทำความเย็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นตู้เย็น เครื่องปรับอากาศทั้งบ้านและรถยนต์
ในต่างประเทศเองส่วนใหญ่เลิกใช้สารซีเอฟซีกันหมดแล้ว แต่ประเทศไทยยังใช้อยู่ในปริมาณร้อยละ 1 ของสารซีเอฟซีที่ใช้ทั่ว โลก ทราบว่าปีหน้าไทยเองจะยกเลิกเช่นกัน สารซีเอฟซีนั้นประมาณร้อยละ 33 ของปริมาณทั้งหมด ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นเพื่อใช้ในตู้เย็น ตู้แช่เย็น และเครื่องปรับอากาศทั้งในอาคารและในรถยนต์ ร้อยละ 25 ใช้ทำความสะอาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และร้อยละ 42 ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ มองแค่ ตู้เย็นผลิตประมาณปีละ 1.3 ล้านเครื่อง ใช้สารซีเอฟซีประมาณ 260 ตันต่อปี
ยังมีอุตสาหกรรมที่ใช้สารไฮ-โดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน เอชซีเอฟ และไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนหรือ เอชเอฟซี สามารถ ทำลายบรรยากาศชั้นโอโซนได้เช่นกัน เอชซีเอฟ ทำลายโอโซนได้นาน 5 ปี ส่วนซีเอฟซี ทำลายโอโซนได้นานถึง 25 ปี ส่วนเอชเอฟซี ไม่ทำลายชั้นของโอโซนเพียงแต่ปิดกั้นพลังงานความร้อนเท่านั้น ประการต่อมาสารคาร์บอนไดออกไซด์ มีการพบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณครึ่งหนึ่ง เกิดจากการตัดไม้ ทำลายป่าบนพื้นที่ประมาณ 6 แสนไร่ ตรง นี้น่าจะรับฟังได้ เพราะป่าไม้ของไทยถูกทำลายปีละ 1 ล้านไร่ จนจะหมดอยู่แล้ว ผลที่เกิดก็คือเนื่อง จากต้นไม้จะดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ตอนมีการสังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน และปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในเวลากลางคืน แต่ที่แนวโน้มน่ากลัวกว่าเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมและท่อไอเสียจากรถยนต์ เพราะการพัฒนาประเทศนั้นมีแต่เพิ่มมากขึ้น ในการขับขี่ยานพาหนะ ขณะนี้ประเมินว่ามี 1.88 ล้านคันทั่วประเทศ จะมีก๊าซออกมา 10 กิโลกรัม ต่อเชื้อเพลิง 4 ลิตร หากมีการขับขี่ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง 4 ลิตรต่อคัน ก็จะปล่อยคาร์บอนไดออก ไซด์ออกมา 18,800 ตัน สำหรับในการผลิต กระแสไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ เป็นเวลา 10 ชั่วโมง ต้องใช้ถ่านหินหนัก ครึ่งกิโลกรัม ซึ่งจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือ 1.4 กิโลกรัม อีกทั้งการเผาไหม้ถ่านหิน และเชื้อเพลิงยังปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศและ เป็นหมอกควันที่ป้องกันแสงอาทิตย์ทั้งยังปิดบังเรือนกระจก ซึ่งจะทำให้บรรยากาศเกิดการเย็นลงได้

ไนตรัสออกไซด์
ไนตรัสออกไซด์จะดูดความร้อน ไว้ได้นับร้อยๆ ปี เพราะโมเลกุลของก๊าซนี้สามารถดูดความร้อนไว้ได้นาน กว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 100 เท่า แต่ไนตรัสออกไซด์ ทำลายโมเลกุลของโอโซนได้น้อยกว่าซีเอฟซีร้อยละ 25 ซึ่งไนตรสออกไซค์พบได้มากที่ปุ๋ยเคมี และถ่านหิน

ก๊าซมีเทน
สาเหตุหลักมาจาก การตัดไม้และการเผาป่า นอกจากนี้การทำนาข้าว การเลี้ยงวัวควาย การถมขยะ การทำเหมืองแร่ และการผลิตถ่านหิน อย่างการปลูกข้าว เกิดก๊าซมีเทน เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในดินเป็นตัวปล่อยมีเทน การเลี้ยงวัวควายก่อให้เกิดมี-เทน เนื่องจากแบคทีเรียใน กระเพาะอาหารของสัตว์กินหญ้าประเภทวัว ควาย แพะ แกะ อูฐ จะย่อยอาหารและปล่อยมีเทนออกมาด้วย

มีการศึกษาพบในแต่ละวันวัว 1 ตัว เรอมีเทนออกมาถึง 0.5 ปอนด์ ใน ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาไทยมีวัว ควายประมาณ 11 ล้านตัว แต่ละตัว จะเรอนาทีละหลายครั้ง หากวัวควายเรอเพียงนาทีละครั้ง จะมีปริมาณ
ก๊าซมีเทนออกมา 5.5 ล้านปอนด์ มีเทนที่เก็บพลังงานความร้อนเอาไว้ ขณะนี้จะเก็บความร้อนไว้ได้นานกว่า 10 ปี และเก็บความร้อน ไว้นานกว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนสามารถ เก็บพลังงานความร้อนเอา ไว้ขณะนี้ไปจนถึงระยะเวลานาน 10 ปี และเก็บความร้อนไว้นานกว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า ตัวทำลายโอโซนดังกล่าวนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมาก นอกจากอากาศบนโลกจะร้อนขึ้นและสุขภาพอนามัย โรคภัยไข้เจ็บ จะตามมาอีกมาก การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองเพื่อมีชีวิตรอด ก็ต้องแสวงหากันอีก นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพืชและสัตว์ก็มากด้วย ระบบชีวิตของมันต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลยก็เป็นได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะ ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาจากขั้วโลกกำลังละลายลงมา สู่ทวีปยุโรป และดินแดนที่มนุษย์ อาศัยอยู่ วิเคราะห์กันว่าบริเวณของโลกที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ อาจจะ สูญหายไปจากแผนที่โลกเพราะน้ำท่วมหมดสิ้น
หากว่ากันแล้วมนุษย์นี่เองที่เป็นตัวทำลายโอโซน แต่จะบอกว่าใคร ปล่อยมากปล่อยน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองว่า จุดไหนที่ปล่อยสารพิษทำลายโอโซนต้องช่วยกันทำให้ลดลง เพื่อจะได้อยู่ในโลกนี้ได้ยาวนาน

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

..สุดยอดภาพปัญหาโลกร้อน..

..มาเปรียบเทียบภาพกัน(ว่าโลกร้อนไปถึงไหนแล้ว)..

พูดถึงภาวะโลกร้อน ตอนนี้ทุกประเทศหันมาช่วยกันรณรงค์ให้รักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานกันยกใหญ่ สำหรับประเทศไทยแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเหมือนกับประเทศอื่นๆมากนัก แต่ก็อย่างพึ่งสบายใจไป เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝนตกทั้งปี ลมพายุที่พัดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในกรุงเทพฯพัง น้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นในแถบบางขุนเทียน กระทั่งทำให้ชาวบ้านต้องย้ายที่อยู่กันแทบไม่ทัน แผ่นดินไหวที่เริ่มมีมากขึ้น สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ที่พวกเราคนไทยได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะต้องมาช่วยกันลดภาวะโลกร้อน แม้ว่าการเริ่มต้นวันนี้จะดูสายเกินไป แต่ก็คงจะดีกว่าที่เราไม่คิดจะทำอะไรเลย และยังคงดำเนินกิจกรรมในชีวิตเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา ใช้ไฟ ใช้รถ ใช้น้ำมัน ใช้น้ำเท่าเดิม แถมยังเพิ่มปริมาณขยะจากถุงพลาสติก โฟม และอื่นๆ มากขึ้นด้วย

เห็นบางคนไม่ค่อยสนใจกับสภาวะโลกร้อนเท่าไร บางคนชอบคิดอะไร "ง่ายๆ" เช่น "โอ้ย...น้ำแข็งขั้วโลกละลาย อยู่ตั้งไกลกว่าจะมาถึง รอให้มันละลายมากกว่านี้เถอะ " < แน่ใจเหรอว่าอยากให้มันละลายมากกว่านี้ เพราะไม่รู้สินะว่าที่ผ่านมามันละลายไปมากเท่าไร